«

»

Sep 27

“หลบลี้หนีภัยจากประเทศไทย”

“หลบลี้หนีภัยจากประเทศไทย”
เรื่องของการขโมยความคิด (Plagiarism) ที่ทำให้ต้องหลบหนีออกจากประเทศอันเป็นที่รัก
โดย เอริก้า ฟราย
แปลโดย อารยา สุวรรณคำ
จาก “Escape from Thailand.” Columbia Journalism Review.

————————————————————————————————————————-

เป็นที่รู้จักกันดีว่าประเทศไทย ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งรอยยิ้ม หากแต่วันอันร้อนระอุวันหนึ่งในเดือนธันวาคม ฉันกลับต้องมาลงเอยอยู่ในคุกแห่งสยามเมืองยิ้ม ในตอนแรกมันอาจจะดูเป็นเรื่องน่าสนุกและตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็น คุกไทย ชุดนักโทษสีน้ำตาล หรือเสียงกระทบของโซ่ตรวนเอย ฉันคิดคงได้อยู่ในนี้ไม่เกิน 5 นาทีแน่ๆ

หากแต่ในวันนั้น ฉันรู้สึกจำนน หมดหนทาง ทั้งตื่นตระหนก และโกรธจัด นั่งเอาหลังชนฝาที่เปื้อนเขรอะไปด้วยข้าวกับหนังหมู สลับกับการยื่นหน้าออกมาระหว่างซี่กรงของห้องขังเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ และมองหา “รณชัย” ทนายของฉันที่ควรจะมาช่วยประกันตัวฉันออกไปจากที่นี่

ฉันถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาททางอาญา เนื่องมาจากการทำข่าวลงใน นสพ. บางกอกโพสต์ เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำการขโมยความคิดในงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหัวข้อหน่อไม้ฝรั่งออร์แกนิค เขายังถูกกล่าวหาว่าได้ทำการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และใช้ทุนไปในทางที่ผิดในการจ้างนักวิจัยหน่อไม้ฝรั่งออร์แกนิค—นี่เป็นข้อหาเบา แต่เป็นที่น่าอับอายในฐานะที่เขานั้นมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation Agency: NIA) หน่วยงานของรัฐไทยที่ดูแลจัดการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เขานั้นกระทำการอันซับซ้อน— ไร้สาระแต่เป็นลายลักษณ์อักษร—เพื่อที่จะกลบเกลื่อนทุกอย่าง เช่น ปลอมแปลงเอกสารเกี่ยวกับการเข้าเมือง และใบอนุญาตทำงาน และข่มขู่ผู้ให้คำปรึกษาทางการเกษตรชาวอังกฤษคนที่กล่าวหาเขา “วิน เอลลิส” (Wyn Ellis)

หลักฐานทั้งหมดโดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องขโมยความคิดนั้นชัดเจน และเถียงยังไงก็ไม่ขึ้น และตัวบทความก็ได้รับการตรวจสอบโดยทนาย และกองบรรณาธิการของ บางกอกโพสต์ หนังสือพิมพ์ที่ฉันทำงานอยู่ตั้งแต่ปี 2549

แต่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเกิดการเสียหน้า—มันนับเป็นสิ่งล้ำค่าในประเทศไทย—เขาเอาเส้นสายของเขามาเล่นงานฉันในทุกวิถีทาง ฉัน หัวหน้าบรรณาธิการ และเอลลิส ถูกพิมพ์รอยนิ้วมือ, จับเข้าคุก, และห้ามออกนอกประเทศจนกว่าศาลไทยจะตัดสินเรื่องนี้จบ ซึ่งก็อาจจะใช้เวลาในการดำเนินการหลายปี หัวหน้าบรรณาธิการที่เป็นคนไทย คอยเตือนฉันเสมอว่าคดีหมิ่นประมาทคดีก่อนหน้าของเขา ใช้เวลาดำเนินการถึง 13 ปี

ฉันย้ายไปยังประเทศไทยเมื่อปลายปี 2548 มันออกจะเป็นการก้าวกระโดดไปซักหน่อย ทั้งนี้มันมีที่มาจากความกังวล และจนตรอกจากงานที่ฉันทำเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ฝ่ายต่อต้านการก่อการร้ายที่ฐานทัพเรือในกรุงวอชิงตัน ดีซี (ฉันจบมาด้วยเอกอังกฤษ และมีความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะได้เป็นสายลับ) ฉันตอบรับโฆษณาในหนังสือท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ปิดทำการไปแล้ว ที่ตั้งสำนักงานของหนังสือฉบับนั้น ตั้งอยู่บนถนนข้าวสาร โดยเขาบอกว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้สำหรับพออยู่ในกรุงเทพฯ ได้ ฉันคิดว่านี่อาจจะเป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าสู่แวดวงการทำข่าว จึงได้ตัดสินใจเดินทางมาที่นี่

ฉันแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทยเลย ที่แน่ ๆ ไม่รู้ภาษาไทย หรือรู้จักใครที่อาศัยอยู่ที่นี่ แม้แต่อาหารไทยฉันก็ไม่คุ้น การทำงานกับหนังสือนั้นถือเป็นประสบการณ์เลยทีเดียว—มีบรรณาธิการสามคนที่สูบบุหรี่ไม่หยุด และชอบกระแนะกระแหนอยู่เรื่อยว่าฉันมาจากประเทศที่เลือกจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุชเป็นประธานาธิบดี จะว่าไปแล้วในแง่หนึ่ง ฉันเป็นหนี้พวกเขาทุกอย่าง แต่ในเดือนธันวาคม ฉันก็ออกมาจากที่นั่น และด้วยความโชคดีฉันได้ทำงานกับฝ่ายข่าวสืบสวนในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

ผลงานชิ้นแรก ๆ คือได้ทำงานเป็นสายในคราบของครูสอนวิชาภาษาอังกฤษในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง และบทสัมภาษณ์บุรุษอาวุโสผู้หนึ่งที่เชื่อว่าเขามาจากดาวอังคาร

แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดฉันก็ปรับตัวได้ ฉันหลงใหลการเมืองไทย และเขียนเรื่องที่ร้ายไม่เบา เช่น การหายตัวไปอย่างลึกลับจากค่ายทหารของ “ผู้ก่อการร้าย” ชาวมุสลิม, การลักลอบค้ามนุษย์หญิงชาวอุซเบกิสถานที่เข้ามาทำงานอยู่ในไนท์คลับในกรุงเทพฯ การกระทำการบังคับขู่เข็ญต่อแรงงานข้ามชาติชาวพม่า— ฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้จะทำให้ฉันมีปัญหามากกว่าเรื่องราวขโมยความคิดเสียอีก แต่นี่แหละ เป็นสิ่งที่น่าขันเกี่ยวกับประเทศไทย คือการให้ความสำคัญต่อการถือลำดับชั้น และการเคารพเชื่อฟังถือผู้อาวุโสนับเป็นเรื่องใหญ่ ส่วนการเผชิญหน้ากันแบบคนโตแล้ว กลับเป็นสิ่งที่เขาไม่ทำกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้การรายงานข่าวแบบสืบสวนสอบสวนเป็นเหมือนห้องทดลองที่น่าสนใจ ประกอบกับความที่ฉันยังสาว เป็นฝรั่ง และเป็นผู้หญิงนั้น ทำให้คุณค่าเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นไปอีก

พอฉันถูกจ่ายงานให้ทำข่าวเรื่องการขโมยความคิดชิ้นนี้ บรรณาธิการฉบับวันอาทิตย์ชาวออสเตรเลียชื่อพอล บอกกับฉันว่า มันจะเป็น “งานเขียนที่ดีมาก” มันจะมีความตลกร้ายและความเหนือจริงที่ว่าด้วยหน่อไม้ฝรั่งออร์แกนิค เขาให้เบอร์ของ “วิน เอลลิส” กับฉัน ฉันไปเจอเขาในห้างแห่งหนึ่ง เขาเป็นคนที่ดูเป๊ะและพิถีพิถันมาก เขาเดินมาพร้อมกับปึกกระดาษเป็นร้อย ๆ หน้า—ประกอบไปด้วยข้อความโต้ตอบ, ลำดับเวลาเหตุการณ์, ชาร์ตต่างๆ แบ่งตามสี, สำเนาวิทยานิพนธ์ที่ไฮไลท์ — เขาได้รวบรวมหลักฐานของการขโมยความคิด และการกระทำผิดทางวินัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นระยะหนึ่ง และได้แจ้งต่อทางการว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการขโมยความคิดของเขา เมื่อหลายปีก่อน แต่หลังจากนั้นมา การสืบสวนในเรื่องดังกล่าวก็ไม่มีความคืบหน้าเลย

สำหรับฉันแล้วเขาดูเป็นคนซื่อตรง แต่ความจริงจังในการเอาเรื่องของเขาก็ดูบ้าเกินไปหน่อย เขาย้ำเรื่องความไร้ศักดิ์ศรีทางวิชาการของวิทยานิพนธ์เล่มดังกล่าว “มันแทบจะไม่มีค่าเลย” เขากล่าว “มันไม่มีอะไรใหม่ในการวิจัยศึกษาหน่อไม้ฝรั่งออร์แกนิค!” วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ทั้งเล่ม ยกเว้นสิบสี่หน้า ถูกตัดแปะมาจากเอกสารสี่ชิ้น สามในสี่ชิ้นนั้นเอลลิสเป็นผู้เขียน ส่วนอีกชิ้นนั้นเขียนขึ้นโดยนักศึกษาที่จบใหม่ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรของเจ้าของจำเลย

ผู้เขียนวิทยานิพนธ์เล่มนี้ คือ ศุภชัย เขาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เขาจบการศึกษาวิทยาศาสตร์ดุษฏีบันฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติของไทย ภายใต้การควบคุมของที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของเขาที่ชื่อวิชัย ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเพื่อผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่อ้างว่า มีคุณสมบัติในการช่วยให้หน้าอกเต่งตึง

ศุภชัยปฏิเสธคำขอสัมภาษณ์ของฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เราได้โต้ตอบกันทางอีเมล์ ข้อยืนยันของเขาคือ เขาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของเอกสารพวกนี้ (ซึ่งไม่จริง) ดังนั้นมันจึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเป็นคนขโมยความคิดจากผลงานชิ้นนี้

แม้แต่ก่อนที่ฉันจะทำรายงานข่าวเรื่องนี้ ฉันได้รับรู้เรื่องคดีความของศุภชัยว่า—เขาได้ฟ้องเอลลิสข้อหาหมิ่นประมาท และเอลลิสก็สู้คดี รณชัย ทนายของบางกอกโพสต์ได้อ่านเอกสารเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าเราไม่ได้ละเมิดข้อหาใดในการเขียนข่าวเรื่องนี้ เมื่อเรื่องนี้เขียนเสร็จ บรรณาธิการอย่างน้อยสามคนได้อนุมัติงานข่าวชิ้นนี้ รณชัย ทนายของบางกอกโพสต์ ก็ได้อ่านซ้ำ จนงานชิ้นดังกล่าว ได้ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2552

สองอาทิตย์หลังจากรายงานดังกล่าวเผยแพร่ ฉันได้รับอีเมล์จากศุภชัย แจ้งว่า เขาจะดำเนินการทางกฎหมาย ในเดือนตุลาคมฉันได้รับหมายศาลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกันกับพัฒนพงษ์ หัวหน้าบรรณาธิการบางกอกโพสต์ ให้ไปรายงานตัวที่นครปฐม ช่างเป็นสถานที่ที่ไม่อำนวยความสะดวกอย่างตรงจังหวะเสียนี่กระไร

ในตอนนั้นฉันไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเป็นพิเศษ คดีหมิ่นประมาทไม่ใช่เรื่องแปลกในประเทศไทย และงานเขียนของฉันก็มีหลักฐานรองรับชัดเจน ในขณะเดียวกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ คือการถูกปรับสองแสนบาท (ประมาณ $6,700) และ/หรือโทษจำคุกไม่กี่ปี และถึงแม้ว่าเราถูกตัดสินว่าผิด ทางบางกอกโพสต์ก็จะเป็นผู้จ่ายค่าปรับ นอกจากนี้ ทุกคนได้ให้ความมั่นใจกับฉันว่าโทษจำคุกนั้นเป็นไปได้ยาก และการที่พัฒนพงษ์ หัวหน้าบก. เป็นจำเลยร่วม ก็ทำให้ฉันเบาใจขึ้นว่า ทางบางกอกโพสต์นั้นจะต้องทำทุกอย่างเพื่อที่จะปกป้องเขา และถ้าเป็นอย่างนั้นก็รวมถึงฉันด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเวลาถัดมา เราถูกจำคุกเป็นเวลาหนึ่งวัน และรณชัยก็บอกว่า ฉันถูกขึ้นชื่อใน “บัญชีดำ” ซึ่งหมายถึงหากฉันจะเดินทางออกนอกประเทศ จำต้องทำเรื่องขออนุญาตต่อศาล โดยรณชัยมั่นใจว่าศาลจะอนุญาต ไม่มีใครบอกฉันได้ว่าบัญชีรายชื่อนี้มีอยู่จริงหรือไม่ มีอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสนามบินหรือเปล่า สองเดือนหลังจากที่ถูกจำคุก ฉันยื่นเรื่องขออนุญาตเดินทางไปยังสิงคโปร์เพื่อเยี่ยมเพื่อนคนหนึ่ง การร้องขอของฉันถูกปฏิเสธ ฉันอุทธรณ์ไปสองครั้ง และกลับถูกปฏิเสธทั้งสองครั้ง เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นเพราะทางการไม่ต้องการให้ฉันหนีคดี โดยบรรณาธิการจะต้องกำหนดให้ฉันเขียน “เรื่อง” ที่ต้องทำในสิงคโปร์เท่านั้น ฉันจึงจะได้รับอนุญาตให้ไปได้ในวันหยุดสุดสัปดาห์

มาถึงตอนนี้ฉันรู้สึกหวั่นใจมากขึ้น ฉันตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถของรณชัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอุทธรณ์ที่ไม่สำเร็จ และเรื่องที่อธิบายไม่ได้หลายอย่างในคดีของฉัน พัฒนพงษ์เคยอวดกับฉันว่าบริษัทเลือกรณชัยเข้าทำงานเพราะว่าเขาได้ช่วยเหลือบริษัทเอาไว้มาก ทนายคนหนึ่งที่ฉันรู้จักบอกว่ารณชัยนั้นไม่เคยว่าความชนะให้บางกอกโพสต์เลยแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ เขายังพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก ทำให้ภาระมาตกอยู่ที่ฉัน ซึ่งจำเป็นต้องพูดภาษาไทย แต่นี่ก็ยังเป็นปัญหา เพราะเอกสารหลายฉบับที่เกี่ยวกับคดีเป็นภาษาอังกฤษ

ในช่วงนี้ ฉันได้รับการตอบรับเข้าเรียนที่ Columbia’s Graduate School of Journalism ที่จะเปิดเทอมในเดือนสิงหาคม 2553 ในขณะเดียวกัน ฉันรู้มาว่าการไต่สวนของคดีฉันจะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 กันยายน และไม่กี่วันหลังจากนั้นก็ยังได้รู้ว่าพัฒนพงษ์นั้นได้เจรจาต่อรองให้ตัวเขานั้นหลุดพ้นจากคดีอาญา และจะเหลือแค่ฉันกับวิน เอลลิสในคดีนี้เท่านั้น

ฉันได้ค้นพบเรื่องนี้อย่างไม่ตั้งใจ เมื่อฉันพยายามที่จะเข้าถึงบทความดังกล่าวทางออนไลน์ แต่ก็หาไม่เจอแล้ว ฉันถามบรรณาธิการเกี่ยวกับเรื่องนี้ พัฒนพงษ์บอกว่ามันมีปัญหาทางเทคนิค ฉันไม่เชื่อ และได้ให้เพื่อนร่วมงานของฉันติดต่อรณชัย ซึ่งเขายอมรับว่ามีการทำข้อตกลงบางอย่าง ฉันขอคำอธิบายจากกองทางบรรณาธิการในเรื่องนี้ พัฒนพงศ์ก็ได้ตอบมาโดยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า โดยการพิมพ์จดหมาย แล้วให้คนส่งเอกสารเดินจากชั้นสามขึ้นมาส่งที่ชั้นสี่ เขาเขียนชี้แจงว่าศุภชัยขู่ว่า เขาจะฟ้องข้อหาแยกอีกข้อหาหนึ่งสำหรับงานเขียนฉบับที่เผยแพร่ออนไลน์ ดังนั้นสิ่งที่เขาพยายามจะทำคือปกป้องบริษัทจากปัญหานี้ เขาให้ความมั่นใจกับฉันว่าบริษัทนั้นจะยืนอยู่ข้างงานเขียนของฉัน และสัญญาว่าศุภชัยจะไม่เอาความถ้าหากว่าฉันยอมรับสารภาพในศาล

เมื่อดูจากพยานแวดล้อม และการที่ศุภชัยไม่ยอมให้ฉันให้ปากคำในฐานะพยาน แต่ในฐานะจำเลย มันทำให้ฉันรู้สึกข้ออ้างดังกล่าวดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ฉันก็ยังรู้มาอีกว่า รณชัยได้ปล่อยข่าวมั่ว ๆ กล่าวหาว่าฉันได้ยกหูโทรศัพท์จากห้องข่าวของบางกอกโพสต์ ไปยังกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานของศุภชัย และเรียกร้องให้ไล่เขาออก

ฉันสงสัยว่าทุกอย่างที่รณชัย และพัฒนพงษ์ทำไปนั้นเพื่อพยายามที่จะปกป้องตัวพวกเขาเองเพราะว่าทั้งสองคนนี้ในทางทฤษฎีเป็นคนอนุมัติให้งานเขียนนี้เผยแพร่ได้ หรืออาจจะเป็นเรื่องของการเมือง ศุภชัยนั้นทำงานภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับการหนุนหลังจากผู้สนับสนุนทางการเงินพรรค ส่วนบางกอกโพสต์บริหารโดยคนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายกรัฐมนตรี และมีผู้สนับสนุนทางการเงินของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเจ้าของ หรืออาจจะเป็นเพียงเรื่องผลประโยชน์บางอย่างเหมือนในหลายกรณีที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หรืออาจแม้แต่เป็นเพราะความซับซ้อนที่เกิดจากช่องว่างทางวัฒนธรรม และอายุ

บางที ฉันรู้สึกว่า รณชัย และพัฒนพงษ์นั้นไม่รู้ว่าจะคิดกับฉันอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเป็นคนต่างชาติ หรือด้วยความวัยเยาว์ หรือทั้งสองอย่าง พวกเขาไม่เชื่อในคำบอกเล่าของฉันเสียทั้งหมด แน่นอนว่า ฉันเองไม่ใคร่ไว้ใจสองคนนี้เท่าใดนัก

ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ฉันก็เป็นฝ่ายถูกทำให้อยู่ในฐานะเสียเปรียบ เพราะสถานะทางกฎหมายของฉันนั้นขึ้นอยู่กับใบอนุญาตทำงานซึ่งบางกอกโพสต์เป็นผู้ควบคุม ถ้าฉันถูกไล่ออก ในทางทฤษฎีแล้ว ฉันอาจจะถูกจับเข้าไปอยู่ในสถานกักกันในกรมตรวจคนเข้าเมือง ที่มีสภาพแย่กว่าคุก และเป็นที่ที่มีไว้กักกันคนต่างชาติที่สิ้นไร้ไม้ตอก และผู้ลี้ภัย นานเป็นปีๆ

ด้วยเหตุนี้ฉันจึงต้องเดินหมากอย่างระมัดระวัง ฉันไปหาผู้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ที่ชื่อพิชัย เขาเป็นคนไทยที่ได้รับการศึกษาจากประเทศออสเตรเลีย และแสดงความคิดเห็นด้านเสรีภาพทางสื่ออย่างชัดเจนทางโทรทัศน์ และในเวทีเสวนาต่างๆ พิชัยเป็นคนมีเสน่ห์ ละม้ายคล้ายกับบิล คลินตัน และมีผมขาวที่จัดแต่งอย่างเนี้ยบ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้—ดูสบาย ๆ เอนพนักเก้าอี้ไปมา และสูบบุหรี่อยู่ตลอดเวลา ฉันรู้สึกขอบคุณการสละเวลาของเขามาก แต่ส่วนใหญ่ เขามักเป็นฝ่ายพูด และทำเป็นห่วงเป็นใยพร้อมปลอบโยนแบบไม่ค่อยจริงใจเท่าไหร่ และยังเห็นความกลัวของฉันเป็นเรื่องตลกขำขัน เขาบอกว่ารณชัยนี้เป็นทนายที่ฝีมือดีและอยู่กับเขามานาน และตัวพิชัยเองก็ชนะคดีหมิ่นประมาทมาหลายต่อหลายครั้งแล้วด้วยการว่าความของรณชัย อย่างไรก็ตาม พิชัยนั้นไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันต้องการพูดเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นคือ ฉันรู้สึกถูกทอดทิ้ง, ทนายของฉันดูเหมือนจะทำงานต่อต้านฉัน และความเสี่ยงที่ต้องติดอยู่ในประเทศไทยไปตลอด

เรื่องทนายออกจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน—ก็หนีไม่พ้นเรื่องการรักษาหน้าอีกนั่นแหละ— การว่าจ้างทนายคนใหม่ ถูกมองว่าจะเป็นการหักหน้ารณชัย ฉันจึงได้พยายามทำเรื่องนี้อย่างระมัดระวังโดยทำเรื่องขอจ้างทนายคนใหม่ โดยอ้างว่าครอบครัวของฉันจะสบายใจมากขึ้นหากทนายของฉันพูดภาษาอังกฤษได้ดี มันละเอียดอ่อนถึงขนาดที่เมื่อฉันบอกเรื่องนี้ต่อพิชัย เขาก็ดูจะไม่พอใจไปซักครู่ “คนที่เป็นทนายนั้นจะงัดข้อกันเอริก้า” เขากล่าว หมายความว่าหากฉันจ้างทนายคนใหม่เขาหรือเธออาจต้องปะทะกับรณชัย เขายังกล่าวต่อไปถึงเหตุผลที่เขาไม่สนับสนุนความคิดนี้ และพูดเหมือนกับว่าฉันไม่มีสิทธิตัดสินใจอะไรซํกอย่าง

อย่างไรก็ตาม ฉันก็วางแผนจะจ้างทนายคนใหม่อยู่แล้ว และได้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ ให้ช่วยในคดีนี้ ฉันติดต่อสถานทูตหลังจากโทษจำคุก พวกเขาทำอะไรมากไม่ได้ แต่ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาที่ร้านสตาร์บัคส์ที่อยู่ตรงข้ามกับสถานทูต—300 เมตรจากเขตสถานทูต—เพื่อที่จะพูดคุยกับฉันในฐานะ “เพื่อน” คำแนะนำที่ได้ก็ตรงไปตรงมา และชัดเจน คือ ให้ออกจากประเทศไทยก่อนที่คดีจะไปถึงชั้นศาล และไม่ให้บอกใครทั้งนั้นเรื่องที่ฉันได้รับการตอบรับเข้าเรียน เพราะว่ามันจะทำให้ฉันดูเสี่ยงต่อการหนีคดีหมิ่นประมาท โดยเฉพาะในกรณีของฉันที่ต้องสู้อยู่คนเดียวไม่น่าจะออกมาดีนัก พวกเขาแนะนำว่า ฉันอาจจะใช้โอกาสนี้เพื่อรณรงค์เสรีภาพของสื่อ โดยให้ตีพิมพ์บอกเล่าประสบการณ์ของฉัน โดยไปอยู่นอกประเทศซึ่งปลอดภัย มากกว่าที่จะมาติดแหงกที่นี่ และพยายามต่อสู้คดีในศาลไทย

ในตอนนั้น ทางเลือกนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ ในความคิดของฉัน การหลบหนีเป็นทางออกสุดท้าย และฉันก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า ในที่สุดความเป็นเหตุเป็นผลนั้นจะเอาชนะได้ ฉันยังต้องการที่จะกลับมาในประเทศไทยได้ เพราะว่าฉันรักประเทศนี้ และรู้สึกดีกับหลายคนที่นั่น ฉันมองว่า คดีนี้เป็นคดีเล็ก ๆ และไร้สาระ และมีหลักฐานแน่นและง่ายต่อการพิสูจน์

ฉันไปนัดเจอกับทนายอย่างน้อยสิบคน รวมถึงผู้พิพากษาไทยสองคนด้วย หนึ่งในนั้นใส่เสื้อพิมพ์ลายแบบฮาวาย พวกเขาเข้าใจว่าฉันไม่มีเงินพอที่จะจ้าง แต่พวกเขาก็กรุณาพอที่จะให้ความเห็น—ทุกคนเห็นตรงกันว่า งงงวยกับวิธีที่บางกอกโพสต์ทำให้ฉันตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้—ซึ่งถ้าไม่ยอมความ ก็ต้องออกไปซะ (คนหนึ่งถึงกับให้คำแนะนำฉันว่าให้กระโดดขึ้นรถสิบล้อออกไปทางชายแดนเขมร) พวกเขายังแนะด้วยว่าฉันจะยอมรับสารภาพก็ได้; ซึ่งจะถูกปรับเป็นเงิน และอาจจะต้องกล่าวขอโทษ แล้วทุกอย่างก็จะจบ.

การตามหาผู้ใหญ่

คดีส่วนใหญ่ในเมืองไทยนั้นจบลงด้วยการตกลงนอกศาล เพราะว่ามันอาจใช้เวลานานมาก และมันยังเหมาะกับวิถีของคนไทยที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หากแต่ก็รักษาชั้นอำนาจไว้อยู่ การตกลงดังกล่าว ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยอ้อมอย่างจงใจ กล่าวคือ เพื่อนที่เป็นคนสำคัญมากของเพื่อน จะติดต่อเพื่อนที่เป็นคนใหญ่คนโตของเขาที่รู้จักกับคนเพื่อนที่สำคัญอีกทีซึ่งใกล้ชิดกับปู่ของเจ้าหน้าที่ หรือหัวหน้า หรืออีกคน ที่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่คนสำคัญ ผู้ซึ่งคอร์รัปชั่นอย่างเปิดเผยหากแต่เราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือเพื่อให้ทำข้อตกลงได้ในที่สุด วิถีดังกล่าว ดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่น่าขยะแขยงและไร้หลักการในการจัดการสิ่งต่างๆ แต่นี่ก็คือประเทศไทย…

ดังนั้น ฉันจึงเริ่มสืบเสาะหาคนใหญ่คนโต, คนสำคัญ หรืออย่างที่รู้จักกันในประเทศไทยว่า ผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นครูสอนออกเสียงให้แก่ลูกของเจ้านายของศุภชัย หรือเจ้าของโรงแรมที่สนิทกับเจ้านายของบางกอกโพสต์และอยู่ภายใต้เครือธุรกิจเดียวกัน ซึ่งฉันไปเจอที่งานเลี้ยงอาหารค่ำวันหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกวุฒิสภาที่มีชื่อเสียงเรื่องการต่อสู้เพื่อสิทธิแก่ผู้ที่เสียเปรียบ และยังมี ปู่ของเพื่อนสนิทคนไทยของฉัน ซึ่งดูเหมือนจะมีความหวังที่สุด เขามีฐานะดีจากการคิดค้นยาสระผมแก้ผมร่วง ตามโครงสร้างของสังคมไทยที่มีลำดับชั้น คนที่มีอายุ และ/หรือร่ำรวยเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดในการนี้ และมันก็จริง เขาได้ติดต่อศุภชัยโดยตรง และรู้ว่าศุภชัยอ้างว่าไม่อยากมีประเด็นอะไรกับฉันเป็นการส่วนตัว แต่ทนายของเขานั้นยืนกรานไม่ให้เขายอมความ เพราะว่าในคดีหมิ่นประมาท การดำเนินคดีกับชาวต่างชาติสองคน (เอลลิส และฉัน) เป็นเรื่องน่าเชื่อถือมากกว่าชาวต่างชาติคนเดียว

นอกจากนี้ ยังมีนักธุรกิจด้านสิ่งทอเชื้อสายไทย- อินเดียที่ร่ำรวยมาก เขาให้ความสนใจในคดีของฉันหลังจากที่ได้ยินเรื่องนี้จากคนรู้จักผู้ที่เป็นอดีตนายธนาคารวอลสตรีท นักธุรกิจคนนี้บอกว่าเขาต้องการยื่นมือเข้ามาช่วยเพราะว่าลูกสาวของเขาเป็นนักเรียนสาขาวารสารศาสตร์ และด้วยเหตุที่ว่าเขาทนไม่ได้ต่อความอยุติธรรม แต่ฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วเขาแค่ต้องการที่จะสวมบทนักรบขี่ม้าขาวมากกว่า เช่นเดียวกันกับอดีตนายธนาคารวอลสตรีท ที่ถูกสั่งให้มาช่วยประสานงานการสื่อสารระหว่างพวกเราด้วยอีเมล์ที่แยกกัน เพื่อไม่ให้มีหลักฐานว่านักธุรกิจชาวซิกส์ผู้นี้นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เรามักทานอาหารกลางวันร่วมกันในวันอาทิตย์ที่โปโลคลับเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งนักธุรกิจร้อยล้านคนดังกล่าวมักจะนำการสนทนาเฉกปัญญาชนไปพลางขณะจิบวิสกี้

ฉันเริ่มสงสัยว่านี่เป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า —ที่ผ่านมา ฉันระมัดระวังเป็นพิเศษ, พยายามปกปิดความลับ, ไม่ไว้ใจใคร—และอยู่ดีๆ กลับมาบอกข้อมูลทุกอย่างให้แก่ชายลึกลับผู้นี้ ซึ่งฉันแทบจะไม่รู้จัก แต่ตอนนั้น ฉันไม่มีเวลาแล้ว และกำลังหมดหนทาง และเหนื่อยกับความมืดมน

นักธุรกิจชาวซิกส์คนนี้นั้นพาเพื่อนที่เป็นศาสตราจารย์มาด้วย และบอกให้เขาทำการวิเคราะห์เรื่องการขโมยความคิดในงานวิทยานิพนธ์ของศุภชัยด้วย ทั้งสองคนนั้นมั่นใจว่าฉันถูกทำให้เป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะว่างานที่ฉันเขียนขึ้น หากแต่เป็นเพราะ เรื่องอื่นซึ่งสำคัญยิ่งกว่านั้น ถึงตอนนี้ฉันรู้ทันทีว่าพวกเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย ทั้งสองนั้นต้องการทำทุกอย่างใหม่หมดตั้งแต่ต้น ต้องการเอกสารทุกอย่างจากฉัน และฉันก็ทนไม่ไหวที่จะมาเสียเวลา และเงินเพื่อมาถ่ายเอกสาร เย็บเล่ม และให้เบอร์โทรศัพท์ของผู้สนับสนุนทางการเมืองแก่ศุภชัย อาจเป็นเรื่องโชคดีก็ได้ว่า ในที่สุด พวกเขาก็หันเหความสนใจไปเรื่องอื่น โดยพวกเขาจัดทริปเดินทางท่องเที่ยวไปยังเรดวู้ด ฟอร์เรสต์ ในแคลิฟอร์เนีย นำโดยนายธนาคารวอลล์สตรีท ส่วนฉันก็ต้องจัดการเรื่องนี้ต่อไป

ฉันยังได้ติดต่อกับอีกหลายคนที่ทำงานในองค์กรด้านสื่อ ที่สนับสนุนให้ฉันนำคดีของฉันออกสู่สาธารณะ และรณรงค์เรื่องนี้เพื่อกดดันศุภชัย และให้รับรู้ถึงความไม่ยุติธรรมของกฎหมายหมิ่นประมาทไทย ฉันเห็นด้วยในทางหลักการ แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นจุดสนใจ เพราะมันส่งผลต่อการเดินทางออกไปนอกประเทศของฉันเพื่อไปเรียนต่อ และทนายก็ยังเตือนอีกด้วยว่าการกระทำแบบนั้นรังแต่จะทำให้เหตุการณ์แย่ลง—มีการเสียหน้ามากขึ้น—และตามความเห็นของสังคม คนไทยหลายคนอาจจะหันมาเข้าข้างศุภชัยมากกว่า เรื่องของการขโมยความคิดนั้นถือเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่การทำให้คนใหญ่คนโตนั้นเรื่องเสียหน้านั้นไม่ใช่เรื่องเล็กเลย

ในเดือนมิถุนายน ฉันมีปัญหาสุขภาพปวดท้องอย่างรุนแรง และมีปัญหาในการนอน เรื่องเล็กน้อยนี้ทำให้ฉันเสียเวลาไปมาก และฉันต้องเก็บมันเอาไว้คนเดียว ฉันต้องการที่จะยกภูเขาทั้งลูกออกจากอก และหาคนที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะตกลงกันอย่างง่าย ๆ ฉันก็ยังมีความหวังว่า ศุภชัยคงจะมีเหตุผล และทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดี

สิ่งที่ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องใหม่ก็คือ ทรงพล บรรณาธิการฝ่ายสืบสวนสอบสวน และหัวหน้าโดยตรงของฉัน—หนึ่งในหลาย ๆ คนในบริษัทที่ฉันยังไว้ใจอยู่—พาฉันไปที่ศาล เขาพยายามที่จะเจรจากับศุภชัยอีกครั้ง แต่ศุภชัยไม่มา และได้ส่งเมสเซนเจอร์มาขออนุญาตต่อศาลโดยอ้างว่าเขามีอาการท้องร่วง

เราออกมาจากที่นั่นด้วยความผิดหวัง ทรงพลหัวเราะอย่างเงียบ ๆ เรื่องท้องร่วงของศุภชัย ทรงพลบอกฉันว่าเขาจะพาฉันไปที่วัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในนครปฐม วันนั้นเป็นวันจันทร์ และฉันก็ไม่มีอารมณ์ที่จะทำงาน วันนั้นร้อน และแดดแรง เราเดินไปเรื่อย ๆ รอบเขตวัด, อ่านป้ายอธิบายของรูปปั้นต่าง ๆ ในบริเวณที่เคารพสักการบูชา ฉันทำตามทรงพล: จุดธูป, คุกเข่า, มือประสาน และทำท่าสวดมนต์, ปิดทองที่รูปปั้นองค์พระพุทธเจ้า เขาให้ฉันเสี่ยงเซียมซีเพื่อที่จะอ่านคำทำนาย และฉันก็ได้คำทำนายจากกระดาษที่เขียนว่า “คุณจะต้องได้รับบททดสอบหลายครั้ง แต่คุณจะได้รับสิ่งที่คุณต้องการ”

คำทำนายดังกล่าวเป็นเหมือนคำปลอบประโลมที่แห้งเหือด ฉันสัญญากับครอบครัวว่าจะกลับถึงบ้านภายในต้นเดือนกรกฎาคม และไม่นานเดือนกรกฎาคมก็มาถึง และปัญหาก็ยังดูไม่มีทางออก ศุภชัยยังคงไม่ต้องการยอมความ และฉันก็ไม่ต้องการรับสารภาพ และก็ไม่มีใครที่จะมาทำให้ฝันร้ายนี้หายไปได้ หลังจากที่มีหลายคนบอกฉันว่ามันจะดีที่สุดในทางเลือกที่แย่ที่สุด ฉันก็ได้ยินยอมต่อทางออกนั้น—ฉันจะออกไปจากที่นี่

จบเกม

วันต่อมา ฉันว่าจ้างทนายคนหนึ่ง เธอมีเสียงลุ่มลึก และมีกลิ่นปาก และสำนักงานของเธอ ที่เธอได้ทำงานมาหลายต่อหลายปีนั้น ยังมีสิ่งที่แขวนบนผนังและใบรับรองทางนิติศาสตร์วางระเกะระกะอยู่บนพื้น ในขณะสิ่งที่กล่าวไปไม่ได้สร้างความมั่นใจให้ฉันเท่าไหร่ แต่มีเพื่อนคนไทยที่ไว้ใจได้แนะนำทนายคนนี้มา และเธอก็ตรงไปตรงมา และเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกใจชื้น เธอวางแผนว่าจะให้ฉันลงนามมอบอำนาจ โดยให้เธอเป็นทนายประจำตัวของฉันหนึ่งวันก่อนออกนอกประเทศ เพื่อที่เธอจะได้รับหน้าที่แทนรณชัยเมื่อฉันได้ออกไปแล้ว เธอจะยื่นเอกสารที่จำเป็นทุกอย่างเมื่อฉันไปถึงไอโอว่า เพื่อให้แน่นอนว่าจะไม่ถูกตั้งข้อสงสัย ก่อนที่มันจะสายไปในการหยุดยั้งฉัน

แผนการออกนอกประเทศมีดังนี้: ส่งเอกสารคำร้องขอที่กำหนดเวลาเดินทาง, ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ, และคำอธิบายรับรองจุดประสงค์การเดินทางที่ลงนามโดยบรรณาธิการ และยื่นให้แก่ผู้พิพากษาสิบวันก่อนการเดินทาง จากนั้นก็หวังและรอ รับเอกสารคนเข้าเมือง, ส่งเอกสารนั้นให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบิน และบินออกนอกประเทศ

สิงคโปร์เป็นตัวเลือกที่ดี—ใกล้, ไม่แพงจนเกินไป, ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสาร และไม่ได้เป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับประเทศไทย ฉันได้รับรับคำแนะนำว่าไม่ให้ซื้อตั๋วเครื่องบินจากสิงคโปร์ไปสหรัฐฯ จนกว่าที่ฉันจะเดินทางไปถึงสิงคโปร์ และเลือกไฟล์ให้มีการต่อเครื่องน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

ฉันส่งแผนการเดินทางของฉันสิบเอ็ดวันก่อนเดินทาง พร้อมแนบจดหมายจากทรงพลที่ระบุเรื่องงานข่าวเกี่ยวกับการค้าประเวณีของคนไทยในสิงคโปร์ ถึงแม้ว่าเขาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำมัน แต่ฉันก็นจำได้ว่าพัฒนพงษ์เซ็นต์อนุมัติ และรณชัยก็ไปยื่นให้ศาล ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ถึงแม้จะเหลืออีกไม่กี่วันก่อนวันเดินทาง แต่ฉันก็จะกังวลมากไม่ได้เพราะมีหลายอย่างที่ฉันต้องจัดการ ฉันเก็บกระเป๋า, ส่งของ และกังวลเรื่องกระเป๋าเดินทาง—เพราะมันต้องดูเหมือนว่าฉันกำลังจะไปทำงานแค่สี่วัน ฉันไปที่ออฟฟิศ และค่อย ๆ จัดการเกี่ยวกับเอกสารต่าง ๆ บนคอมพิวเตอร์, เก็บเอาของมีค่าจากโต๊ะของฉัน, ตระเตรียมให้ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ได้วางแผนว่าจะไปนาน ฉันปล่อยให้โต๊ะของฉันรกเหมือนที่เคยเป็นอยู่ตลอด มีกระดาษกองอยู่อย่างไม่ระเบียบ, สลิปเงินเดือน, คู่มือสื่อ, กระดาษจดโน้ต, แผ่นรองเม้าส์ และปฏิทินจากสำนักงานตัวแทนจากยูเอ็น

ในที่สุด ฉันก็ได้รับคำอนุมัติจากศาลในบ่ายวันศุกร์ วันที่ 9 กรกฎาคม เป็นเวลา 17 ชั่วโมงก่อนออกเดินทาง เป็นเรื่องที่น่าโล่งอก หากแต่ก็ยังมีเรื่องยุ่งยากอีกเรื่อง คือ ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ทางสถานทูตสหรัฐฯ ได้โทรมาหาฉันและแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ได้นัดประชุมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งฉันจะต้องเปิดเผยเจตนาว่าต้องออกจากประเทศเพื่อไปเรียนต่อ แต่เขาก็จะบอกว่าสามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะมีกรณีของนักเปียโนชาวรัสเซียที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการข่มขืนเด็กชายไทยก่อนหน้านี้ ได้รับการประกันตัวออกมา และในอาทิตย์นั้นได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับรัสเซียก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่ทางสถานทูตคิดว่าฉันจะใช้เหตุผลข้อนี้อ้างได้

ฉันใช้เวลาตลอดบ่ายนั้นโทรหาทนายหลายคนที่ได้รู้จักตลอดช่วงเวลาที่ยากลำบาก และทุกคนเห็นด้วยว่าไม่ควรเข้าประชุม และให้ออกนอกประเทศตามที่วางแผนไว้ พวกเขาให้เหตุผลว่ากระทรวงการต่างประเทศนั้นไม่ใช่กระทรวงยุติธรรม และไม่มีน่าจะมีการล็อบบี้ใดที่จะได้ผล อีกอย่างคือฉันจะต้องกลับมาขึ้นศาลอีกทีในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจทำให้รูปคดีซับซ้อนขึ้นไปอีกได้

ฉันจึงตัดสินใจออกจากประเทศไทย เย็นนั้น ฉันทานข้าวกับยำจานใหญ่ และฉันก็ได้มาถึงสนามบินกับกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ในเช้าวันต่อมา ฉันกังวลช่วงด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ตรวจดูเอกสารต่างๆ ในขณะที่ฉันยื่นเอกสารและใบรับรองจากศาลว่าจะกลับมาในอีกสามวัน และสัญญาว่าจะกลับมาเมืองไทยในอีกสามวัน ในขณะที่เจ้าหน้าที่พลิกดูเอกสารต่างๆ ฉันใช้เวลาห้านาทีที่ยาวนานตอบคำถามที่เกี่ยวข้อง และอดกลั้นไว้ไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ในที่สุดเขาก็โบกมือให้ฉันเดินผ่านด่าน

ฉันคาดหวังไว้ว่าคงจะได้รู้สึกโล่งอก เพีงแต่ไม่รู้ว่าตอนไหน; ตอนที่ผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง หรือตอนที่เดินขึ้นเครื่อง, แต่ที่แน่ๆ คงจะรู้สึกโล่งอกทันทีที่เครื่องบินลงจอดในสิงคโปร์—แต่มันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ฉันนั่งร้องไห้มาตลอดทาง และยังคิดอยู่ว่าฉันต้องกลับไปประชุมกับกระทรวงการต่างประเทศ ถ้ามันไม่ได้ผลฉันก็อาจจะกระโดดขึ้นรถบรรทุกหนีออกไปยังกัมพูชาได้ทุกเมื่อ เหมือนที่ทนายคนหนึ่งเคยแนะนำไว้

ทุกคนที่ฉันได้พูดด้วยตอนมาถึงสิงคโปร์ บอกว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่แย่ที่สุด และสิบสองชั่วโมงถัดมา ฉันก็มาถึงไอโอว่า

ฉันมาถึงบ้านพ่อกับแม่ในเมืองซีดาร์ ราปิดส์ รัฐไอโอว่าในคืนวันที่ 11 กรกฎาคม และได้รับการต้อนรับจากคนในละแวกบ้านกว่าครึ่ง พวกเขาประดับหน้าบ้านเราด้วยลูกโป่ง มีป้ายสีดำทองเขียนว่า “เอริก้ากลับมาแล้ว!!!” มันช่างน่าตื้นตันใจ และฉันก็รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาถึงบ้านเสียที ในขณะเดียวกัน ฉันก็รู้สึกเศร้ามากกว่าโล่งอก, ละอายใจ และรู้สึกผิดที่ทำให้พ่อ และแม่ต้องนั่งเครียดกับสิ่งที่ฉันทำ

สองวันต่อมาฉันส่งจดหมายลาออกไปยังบางกอกโพสต์ พวกเขาไม่พอใจ—และช็อคที่ฉันได้ทำการแบบฉลาดแกมโกง อย่างที่เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งบอก “หนีไปทั้ง ๆ เรื่องยังไม่จบ” และบอกฉันว่าฉันต้องกลับไปเผชิญข้อกล่าวหา ฉันได้รับแจ้งว่ามีหมายจับฉัน และรู้ด้วยว่าบางกอกโพสต์ได้อายัดเงินของฉันในกองทุน เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินประกันที่บริษัทนำไปค้ำประกันฉันในศาล

ในเดือนสิงหาคม ฉันเริ่มเข้าเรียน และพยายามที่จะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ในบางครั้งบางคราว ฉันจะได้ยินวิน เอลลิสที่ส่งข่าวร้ายมาให้ เช่น วันหนึ่งในขณะที่เขาเดินทางไปศาล มีคนปาหินก้อนใหญ่ใส่ที่กระจกหลังบนรถของเขา เป็นต้น

แต่ประเทศไทยก็ยังไม่เปลี่ยน ฉันติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้ ฉันยังติดต่อกับเพื่อนที่อยู่ในรัฐบาล— ฉันพยายามที่จะไม่พูดถึงเรื่องคดีของฉันกัเขา และไม่มั่นใจว่าเขารู้เกี่ยวกับสาเหตุที่ฉันออกจากประเทศไทยหรือไม่— ฉันได้ไปพบเขาบ่ายวันหนึ่ง เมื่อเขามานิวยอร์คในเดือนตุลาคมปีที่แล้วเพื่อโปรโมทแคมเปญ “การส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ต้องขังหญิง” ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ยูเอ็น เขาพาฉันไปยังร้านหนังสือบอร์เดอส์เพื่อแนะนำให้ฉันรู้จักกับนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พร้อมทั้งคณะทำงานของกระทรวงยุติธรรม ที่กำลังหาซื้อหนังสืออ่านตอนขากลับ เท่าที่ฉันรู้นั้นไม่มีใครทราบเรื่องราวของฉัน นายกรัฐมนตรีและตัวฉันพูดคุยกันอย่างสนุกสานาน ในขณะที่เขาเหลือบมองโปสเตอร์หนังเรื่อง Eat, Pray, Love พวกเขาเสนอจะขับรถมาส่งฉัน ฉันกล่าวขอบคุณ และตัดสินใจนั่งรถไฟใต้ดินกลับบ้าน

เดือนพฤศจิกายนผ่านมา แล้วก็ผ่านไป ปรากฎว่า ข้อกล่าวหาต่อเอลลิสนั้นถูกยกฟ้อง แต่ของฉันมิได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากว่าฉันไม่ได้อยู่ที่นั่น – สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ฉันตั้งคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจของฉันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพิ่งจะเมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง ที่ฉันจ่ายเงินค่าประกันตัวคืนให้บางกอกโพสต์ ที่เขาว่าฉันติดค้างอยู่ ในขณะเดียวกัน เขาก็คืนเงินที่เหลือในกองทุนให้ฉัน เจ้าหน้าที่การเงินแจ้งข่าวการโอนเงิน พร้อมคำพูดที่กรุณาว่า “คุณจะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป และเราขออวยพรให้คุณโชคดี, มีความสุข และประสบแต่ความสำเร็จ”

ในช่วงหนึ่งฉันรู้สึกว่ามันเกือบจะพอที่ทำให้ฉันให้อภัย และลืมว่าบางกอกโพสต์ทำกับฉันไว้อย่างไร

แต่ต่อมา พัฒนพงษ์ก็อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นในแบบของเขา ไม่น่าแปลกใจเลยว่า มันแตกต่างจากเรื่องราวฉบับของฉันมาก เขาบอกว่าบรรณาธิการหนึ่งในสามคนนั้นได้เตือนเรื่องการเผยแพร่งานเขียนของฉันก่อนหน้านี้แล้ว—ถ้านี่เป็นเรื่องจริง ฉันก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย เขาบอกว่าศุภชัยนั้นได้เตือนฉันแล้วว่าไม่ควรตีพิมพ์งานเขียนชิ้นนี้—เรื่องนี้เป็นจริง แต่บรรณาธิการก็รับรู้แล้ว นอกจากนี้ มันแทบจะฟังไม่ขึ้นเลยถ้าจะไม่ตีพิมพ์งานเขียนที่มีหลักฐานและข้อมูลหนักแน่นและถูกต้อง เขาบอกว่า เอลลิสไม่ได้บอกความจริงเกี่ยวกับเป้าประสงค์ที่แท้จริงของเขา —ในฐานะที่ฉันได้เจาะเรื่องนี้ลึกว่าพัฒนพงษ์ ฉันเชื่อว่ารายงานข่าวของฉันถูกต้องและเที่ยงตรง พัฒนพงษ์กล่าวอีกว่า เขาได้ปรึกษาเรื่องนี้กับฉันก่อนที่จะสู้ให้ศาลยกฟ้องข้อกล่าวหา —ซึ่งไม่เป็นความจริง –และยังว่า ฉันเรื่องเยอะ และเอาแต่เรียกร้องให้มีการยกฟ้องในคดีของฉัน ถึงแม้เขาจะยืนยันว่า ศุภชัยคงจะยกฟ้องข้อกล่าวหาหากฉันไปปรากฎตัวต่อหน้าศาล แต่ฉันไม่เห็นเหตุผลว่า ฉันจะไว้เนื้อเชื่อใจคำพูดดังกล่าวของเขาได้อย่างไร

แต่ที่น่าโมโหมากกว่านั้น คือ ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลย นอกจากความจริงที่ว่าฉันไม่สามารถกลับไปประเทศไทยได้อีก ศุภชัยก็ยังคงเป็น “ด็อกเตอร์” และยังมีงานทำ พัฒนพงษ์ และหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ยังคงทำตนเสมือนว่าจะยืนอยู่เคียงข้างนักข่าวของเขา กฎหมายหมิ่นประมาทที่มีโทษสูงในประเทศไทย, ระบบยุติธรรมที่ถูกบงการโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจบาตรใหญ่และมีอิทธิพลก็ยังเหมือนเดิม ทำให้การทำหน้าที่ของสื่ออย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องที่ยากเหลือคณานับ จนเกือบจะเป็นไปไม่ได้

ฉันรู้สึกโชคดี เพราะฉันยังมีสิ่งล้ำค่าที่นักข่าวไทยไม่มี นั่นคือ ฉันยังมีที่ทางสำหรับการหลบหนี

=====================================================================
ข่าวเกี่ยวเนื่อง

จุฬาฯหารือกฤษฎีกาถอนปริญญา “ดอกเตอร์”ศุภชัย หล่อโลหการ ผอ.สนช.หลังสรุปคดีกล่าวหาลอกวิทยานิพนธ์ : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1285502342&grpid=10